ลูกสมาธิสั้นหรือแค่ซน? เช็กก่อนพาไป คลินิกจิตเวช

จิตแพทย์เด็ก

เมื่อความแอคทีฟของลูก เริ่มกลายเป็นความหนักใจของพ่อแม่ ภาพของบ้านที่เต็มไปด้วยเสียงวิ่งตึงตัง ข้าวของกระจัดกระจาย หรือเสียงคุณครูโทรมาแจ้งเรื่องลูกไม่ยอมทำการบ้าน อาจเป็นกิจวัตรที่หลายครอบครัวคุ้นเคย พ่อแม่หลายท่านคงเกิดคำถามวนเวียนอยู่ในใจทุกครั้งที่มองดูลูกวิ่งวุ่นไม่หยุดว่า “นี่คือความฉลาดตามวัย หรือลูกเรากำลังป่วยกันแน่?” ความกังวลเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเส้นแบ่งระหว่างเด็กซนกับเด็กสมาธิสั้นนั้นบางมากเสียจนน่าสับสน หลายครอบครัวเลือกที่จะเก็บความสงสัยไว้เพราะไม่อยากตีตราว่าลูกผิดปกติ แต่หารู้ไม่ว่าการปล่อยความสงสัยทิ้งไว้อาจทำให้เราพลาดโอกาสสำคัญในการช่วยเหลือลูกรัก การหาคำตอบที่ชัดเจนที่สุดจึงไม่ใช่การค้นหาในอินเทอร์เน็ต แต่คือการพาลูกไปประเมินอย่างละเอียดที่ คลินิกจิตเวช

เช็ก 3 สัญญาณ ซนแบบไหนที่ควรไปหาหมอ

ก่อนที่จะตัดสินใจพาไปพบ จิตแพทย์เด็ก พ่อแม่สามารถสังเกตความแตกต่างเบื้องต้นได้ โดยหัวใจสำคัญคือ “กาลเทศะ” และ “การควบคุมตนเอง” เด็กซนทั่วไปมักจะรู้ว่าเวลาไหนควรเล่น เวลาไหนควรหยุด และมักจะมีพฤติกรรมแตกต่างกันในแต่ละสถานที่ เช่น ซนที่บ้านแต่เรียบร้อยที่โรงเรียน แต่สำหรับเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น (ADHD) นั้นเกิดจากการทำงานของสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่เบรกพฤติกรรมทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้เด็ก “เบรกไม่อยู่” และแสดงอาการซนหรือวู่วามในทุกที่จนกระทบต่อการใช้ชีวิต

อาการบ่งชี้ที่ควรสังเกตแบ่งเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ อาการขาดสมาธิ คือเด็กมักจะเหม่อลอย ขี้ลืม ทำของหายบ่อยๆ และวอกแวกง่ายแม้มีสิ่งเร้าเพียงเล็กน้อย ต่อมาคืออาการซนอยู่ไม่นิ่ง ที่เหมือนมีเครื่องยนต์ติดอยู่ที่ตัวตลอดเวลา นั่งไม่ติดที่ พูดมากและพูดไม่หยุด สุดท้ายคืออาการหุนหันพลันแล่น ซึ่งมักเป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญหามากที่สุด เช่น การพูดแทรกคนอื่น รอคอยไม่เป็น หรือเล่นแรงโดยไม่ระวังอันตราย หากลูกของคุณมีพฤติกรรมเหล่านี้ครบองค์ประกอบและเป็นต่อเนื่องนานเกิน 6 เดือน การไป คุยกับจิตแพทย์ คือทางออกที่ดีที่สุด

ลูกสมาธิสั้นหรือแค่ซน

ผลกระทบที่มองไม่เห็นและเหตุผลที่ต้องไป “คลินิกจิตเวช”

ทำไมเราถึงไม่ควรรอให้ลูกโตแล้วหายเอง? เพราะผลกระทบของโรคสมาธิสั้นที่น่ากลัวกว่าผลการเรียนตกต่ำ คือ “แผลในใจ” ของเด็ก การที่พวกเขาควบคุมตัวเองไม่ได้ทำให้มักถูกผู้ใหญ่ดุว่า “ดื้อ” “สอนไม่จำ” หรือ “เด็กนิสัยไม่ดี” ซ้ำๆ จนเด็กสูญเสียความมั่นใจ (Self-Esteem) รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าหรือพฤติกรรมก้าวร้าวในอนาคต การพามาที่ คลินิกจิตเวช จึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นการมอบพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกได้รับการเข้าใจอย่างถูกต้อง แพทย์จะใช้เครื่องมือทดสอบที่เป็นมาตรฐานเพื่อยืนยันอาการและวางแผนช่วยเหลือ ไม่ใช่การจับผิดแต่อย่างใด

ลูกสมาธิสั้น

จิตแพทย์เด็ก ช่วยคืนศักยภาพให้ลูกได้อย่างไร?

แนวทางการรักษาในปัจจุบันมีประสิทธิภาพสูงมาก โดย จิตแพทย์เด็ก จะใช้วิธีผสมผสาน ทั้งการใช้ยาเพื่อปรับสมดุลสารเคมีในสมองให้เด็กสามารถควบคุมสมาธิได้ดีขึ้น ซึ่งยามีความปลอดภัยและอยู่ในการดูแลของแพทย์ ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรม (Behavior Modification) โดยแพทย์จะทำหน้าที่เป็นโค้ชสอนพ่อแม่ให้รู้วิธีการสื่อสารเชิงบวก การให้รางวัลเมื่อลูกทำดี และการจัดการเมื่อลูกดื้อ เพื่อเปลี่ยนจากการใช้อารมณ์มาเป็นความเข้าใจ การรักษาที่รวดเร็วจะช่วยดึงศักยภาพความฉลาดและความคิดสร้างสรรค์ที่ซ่อนอยู่ในตัวเด็กสมาธิสั้นให้เปล่งประกายออกมาได้อย่างเต็มที่

สรุป

อย่าปล่อยให้คำว่า “โตไปเดี๋ยวก็หาย” มาปิดกั้นโอกาสในการพัฒนาของลูก เพราะโรคสมาธิสั้นหากไม่รักษาอาจส่งผลยาวนานไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ การยอมรับความจริงและพาลูกเข้าสู่กระบวนการรักษาคือของขวัญล้ำค่าที่สุดที่พ่อแม่จะมอบให้ได้ หากคุณเริ่มไม่แน่ใจในพฤติกรรมของลูก การก้าวเท้าเข้าไปที่ คลินิกจิตเวช เพื่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ คือจุดเริ่มต้นของการคืนความสุขและความภาคภูมิใจกลับมาสู่หัวใจดวงน้อยๆ ของลูกอีกครั้ง

ติดตามบทความดี ๆ โดยนักสุขภาพจิตและนักจิตวิทยาคลินิก Mental Well Clinic ได้ที่นี่ 

Mental Well Clinic คลินิกสุขภาพใจ พื้นที่ปลอดภัยของคนทุกช่วงวัย ดูแลจิตใจคุณและคนที่คุณรัก โดย ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจ แพทย์ นักจิตบำบัด นักศิลปะบำบัด นักจิตวิทยาคลินิก นักจิตวิทยาพัฒนาการ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับทางเจ้าหน้าที่ และนัดเวลาเข้ามาปรึกษานักสุขภาพจิตได้ที่

Facebook : Mental Well Clinic
Tel : 091-599-3905
Line : @mentalwell.clinic

บทความเพิ่มเติม