เครียดจนปวดหัว ปวดท้อง เกี่ยวข้องกับจิตใจไหม ?

เครียดจนปวดหัว

เครียดจนปวดหัว ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มงาน เครียดจนปวดท้อง ทั้งที่ผลตรวจร่างกายก็ปกติ หลายคนใช้คำนี้เหมือนเป็นแค่สำนวน แต่ความจริงแล้ว อาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง และไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเมื่อความเครียดสะสมโดยไม่ได้รับการจัดการ ร่างกายมักเป็นด่านแรกที่ส่งสัญญาณเตือนแทนความรู้สึกที่เรายังไม่ทันได้ฟัง

บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าเป็นโรคทางกาย อาจมีรากมาจากความกังวล ความกดดัน หรืออารมณ์ที่ถูกเก็บไว้เงียบๆ โดยไม่รู้ตัว บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า ทำไมความเครียดถึงทำให้ปวดหัว ปวดท้องได้จริง กลไกทางจิตใจเกี่ยวข้องอย่างไร และเราจะดูแลตัวเองอย่างเป็นระบบได้แบบไหน ก่อนที่ร่างกายจะต้องส่งสัญญาณดังขึ้นเรื่อยๆ

เครียดจนปวดหัว

ความเครียดคืออะไร ทำไมมันถึงกระทบร่างกายเราได้จริง

ความเครียด (Stress) ไม่ใช่แค่ความรู้สึกคิดมาก หรืออารมณ์ลบชั่วคราว แต่คือกลไกการเอาตัวรอดของมนุษย์ที่ติดตัวมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ร่างกายเราถูกออกแบบมาให้ตอบสนองต่ออันตรายอย่างรวดเร็ว เช่น หากบรรพบุรุษของเราเผชิญสัตว์นักล่า สมองจะต้องสั่งการให้ “สู้หรือหนี” ทันที ระบบนี้เรียกว่า Fight-or-Flight Response แม้ในปัจจุบันเราอาจไม่ได้วิ่งหนีสัตว์ป่า แต่สมองของเรายังทำงานด้วยระบบเดียวกัน เพียงแค่ภัยคุกคาม เปลี่ยนรูปแบบไป เช่น

  • งานเร่งด่วนที่ต้องส่งทันเวลา
  • ความขัดแย้งกับคนรัก
  • ความกังวลเรื่องการเงิน
  • ความไม่มั่นคงในอนาคต

ทันทีที่สมองส่วนอะมิกดาลา (Amygdala) ประเมินว่าสถานการณ์นั้นอันตราย หรือคุกคามความมั่นคง ระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System) ก็จะถูกกระตุ้นโดยอัตโนมัติ

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อร่างกายเราเครียด

ต่อมหมวกไตจะหลั่งฮอร์โมนความเครียด เช่น คอร์ติซอล (Cortisol) อะดรีนาลีน (Adrenaline) ฮอร์โมนเหล่านี้จะทำให้ร่างกายเข้าสู่โหมดเอาตัวรอดทันที

เครียดจนปวดหัว เกิดจากอะไรในมุมมองทางจิตใจ

คำว่าเครียดจนปวดหัวไม่ได้เป็นเพียงสำนวนเปรียบเปรย แต่มันสะท้อนกระบวนการที่เกิดขึ้นจริง ทั้งในสมอง ระบบประสาท และกล้ามเนื้อของเรา โดยในมุมมองทางจิตใจ อาการปวดหัวจากความเครียดมักเป็นผลลัพธ์ของแรงกดดันที่ไม่ได้ถูกจัดการ มากกว่าจะเป็นเพียงความเหนื่อยล้าทั่วไป

เครียดจนปวดหัว

1. กล้ามเนื้อตึงเรื้อรัง (Tension Headache)

เมื่อเราเผชิญความกดดัน สมองจะสั่งให้ร่างกายเข้าสู่โหมดเตรียมรับมืออัตโนมัติ แม้จะไม่มีอันตรายจริง กล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ และหนังศีรษะจะเกร็งตัวเล็กๆ ตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัว ความเกร็งนี้ไม่ใช่การเกร็งแรงๆ แบบยกของหนัก แต่เป็นความตึงละเอียดที่สะสมทีละนิด เช่น การนั่งทำงานพร้อมความกังวล คิดเรื่องค้างคาไปด้วย พยายามควบคุมอารมณ์ไม่ให้แสดงออก และเมื่อสะสมหลายชั่วโมงหรือหลายวัน ก็จะเกิดอาการปวดตื้อๆ หนักๆ รอบศีรษะ บางคนรู้สึกเหมือนมีอะไรรัดรอบหัว บางคนก็อาจปวดลามจากท้ายทอยขึ้นมาได้

เครียดจนปวดหัว

2. การคิดมากเกินไป (Overthinking)

สมองที่ไม่หยุดคิด คือสมองที่ไม่ได้พัก เมื่อเรากังวล วนคิดซ้ำๆ ถึงความผิดพลาด หรือจินตนาการถึงสถานการณ์เลวร้ายล่วงหน้า ระบบประสาทจะลงอยู่ภาวะตื่นตัว (Hyperarousal) ตลอดเวลา แม้ร่างกายจะนั่งนิ่ง แต่สมองกำลังทำงานหนักเหมือนกำลังเผชิญเหตุการณ์จริง โดยอาจมีผลที่ตามมาได้ เช่น การหายใจตื้น คุณภาพการนอนลดลง หลับไม่ลึก ตื่นบ่อย หรือสมองล้าเรื้อรังได้

เครี่ยดจนปวดหัว

3. อารมณ์ที่ไม่ได้ระบาย

ไม่ใช่ทุกคนที่แสดงความโกรธหรือความเสียใจออกมาได้ บางคนถูกสอนให้เข้มแข็ง บางคนกลัวทำให้คนอื่นไม่สบายใจ บางคนคิดว่าเรื่องแค่นี้เอง ไม่ควรรู้สึกอะไร อารมณ์จึงถูกเก็บไว้เงียบๆ ในเชิงจิตใจ อารมณ์ที่ไม่ได้รับการยอมรับหรือระบายออก จะไม่หายไป แต่อาจถูกกดไว้ในระบบประสาท เพราะต้องการพื้นที่ปลอดภัยให้ความรู้สึกได้ถูกพูดออกมา

สัญญาณว่าอาการเครียดจนปวดหัว มาจากจิตใจมากกว่าร่างกาย

แม้อาการปวดหัวควรได้รับการประเมินทางแพทย์ก่อนเสมอ เพื่อแยกสาเหตุทางกายที่อาจอันตราย แต่ในทางปฏิบัติ มีหลายกรณีที่ผลตรวจทุกอย่างปกติ ถ้าอาการยังคงเกิดซ้ำ

ในมุมมองทางจิตใจ เรามักเรียกอาการลักษณะนี้ว่าเป็นอาการทางกายที่มีความเครียดเป็นตัวกระตุ้น (psychosomatic symptoms) ซึ่งไม่ได้แปลว่าคิดไปเอง แต่หมายถึงระบบประสาทและอารมณ์มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นอาการจริง โดยมีสัญญาณต่อไปนี้

1. อาการมักเกิดในช่วงแรงกดดัน หากอาการปวดหัวมักเกิดก่อนเหตุการณ์สำคัญ เช่น ก่อนพรีเซนต์งาน ก่อนสอบหรือประชุมใหญ่ ก่อนคุยประเด็นอ่อนไหวในความสัมพันธ์ ช่วงที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิต ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าระบบประสาทกำลังตอบสนองต่อภัยทางอารมณ์ไม่ใช่ภัยทางกาย

2. ตรวจร่างกายแล้วไม่พบความผิดปกติ หลายคนผ่านกระบวนการตรวจเลือด ตรวจฮอร์โมน เอกซเรย์ หรือแสกนสมอง แต่ผลออกมาปกติทุกอย่าง ในมุมของจิตวิทยา สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าอาการไม่จริง แต่หมายความว่ากลไกที่กระตุ้นอาการ อาจอยู่ที่ระดับระบบประสาทและอารมณ์ และความเครียดเรื้อรังสามารถทำให้ กล้ามเนื้อตึงอย่างต่อเนื่อง การไหลเวียนเลือดเปลี่ยนแปลง คุณภาพการนอนลดลง ระดับคอร์ติซอลแปรปรวนได้

3. อาการดีขึ้นเมื่อได้พัก หรือรู้สึกปลอดภัย นี่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุด หากอาการเริ่มดีขึ้นเมื่อไปเที่ยว หยุดงาน อยู่กับคนที่ทำให้รู้สึกสบายใจ ได้ระบายความรู้สึกออกมา แสดงว่าระบบประสาทกำลังเปลี่ยนจากโหมดตื่นตัว ไปสู่โหมดผ่อนคลาย

เครียดจนปวดหัวเรื้อรัง เสี่ยงพัฒนาเป็นโรคใดได้บ้าง

อาการปวดหัวจากความเครียดอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กในช่วงแรก แต่ถ้าความตึงเครียดสะสมต่อเนื่องโดยไม่ได้รับการดูแล ระบบประสาทจะอยู่ในโหมดตื่นตัวเป็นเวลานาน เมื่อร่างกายและสมองไม่ได้พักจริง ความผิดปกติอาจค่อยๆ พัฒนาเป็นภาวะทางจิตใจและทางกายที่ซับซ้อนขึ้นได้

ภาวะวิตกกังวล (Anxiety Disorder)

ความเครียดเรื้อรังทำให้สมองคุ้นชินกับการอยู่ในโหมดระวังภัยตลอดเวลา ระบบประสาทจึงไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ โดยอาการที่อาจเกิดร่วมกับปวดหัว เช่น

  • ใจสั่น

  • แน่นอก

  • หายใจไม่อิ่ม

  • มือเย็น เหงื่อออกง่าย

  • คิดกังวลซ้ำๆ ควบคุมยาก

เครียดจนปวดหัว

ในระยะยาว สมองจะเริ่มคาดการณ์ภัย แม้ในสถานการณ์ที่ไม่อันตราย ทำให้ร่างกายตอบสนองเกินความจำเป็น อาการปวดหัวจึงไม่ใช่แค่อาการเดี่ยว แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวงจรวิตกกังวลที่ต่อเนื่องกัน

ภาวะซึมเศร้า (Depression)

หลายคนเข้าใจว่าภาวะซึมเศร้าต้องเริ่มจากความเศร้า แต่ในความเป็นจริง บางกรณีเริ่มจากอาการทางกายก่อน เช่น

  • ปวดหัวเรื้อรัง

  • อ่อนเพลียแม้พักผ่อนเพียงพอ

  • เบื่ออาหาร หรือกินมากผิดปกติ

  • นอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป

เครียดจนปวดหัว

เมื่อความเครียดทำให้สารสื่อประสาทในสมองเสียสมดุลเป็นเวลานาน อารมณ์จะเริ่มเปลี่ยนแปลง จากแค่เหนื่อย กลายเป็นหมดแรงจูงใจ จากแค่ล้า กลายเป็นไม่อยากทำอะไรเลย อาการปวดหัวจึงอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้น ก่อนที่ภาวะซึมเศร้าจะชัดเจนในระดับอารมณ์

อาการแพนิค (Panic Attack)

เมื่อระบบประสาทถูกกระตุ้นซ้ำๆ จากความเครียดสะสม มันอาจเข้าสู่ภาวะไวเกินไป (Hyperreactive) วันหนึ่งร่างกายอาจตอบสนองรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน เช่น

  • หายใจไม่ทัน

  • ใจเต้นแรงผิดปกติ

  • มือสั่น วูบ

  • รู้สึกเหมือนจะเป็นลมหรือหัวใจวาย

อาการเหล่านี้เกิดขึ้นจริงและรุนแรงมาก แม้จะไม่ได้มีอันตรายทางกายโดยตรง สำหรับหลายคน อาการแพนิคครั้งแรกมักเกิดหลังจากช่วงเครียดสะสมยาวนาน
โดยก่อนหน้านั้นอาจมีสัญญาณเล็กๆ อย่างปวดหัว แน่นอก หรือเวียนศีรษะเรื้อรัง

วิธีดูแลตัวเองเมื่อเริ่ม เครียดจนปวดหัว

เมื่อเริ่มรู้สึกว่าความเครียดส่งผลมาถึงร่างกายแล้ว การดูแลไม่ควรเน้นแค่หยุดปวด แต่ควรช่วยให้ระบบประสาทค่อยๆ กลับสู่โหมดผ่อนคลาย การดูแลที่ได้ผลมักต้องทำทั้งระดับร่างกายและจิตใจควบคู่กัน เพราะสองระบบนี้เชื่อมโยงกันตลอดเวลา

1. คลายกล้ามเนื้ออย่างตั้งใจ

  • ยืดคอ บ่า ไหล่ วันละ 2-3 รอบ

  • ฝึกหายใจช้าๆ ลึกๆ 5 นาที

  • ประคบร้อนบริเวณที่ตึง

2. ลดสิ่งกระตุ้นความเครียด

  • จำกัดเวลารับข่าวสาร

  • วางโทรศัพท์ก่อนนอน

  • แบ่งงานเป็นชิ้นเล็กๆ จัดลำดับความสำคัญ

3. ฝึกสังเกตอารมณ์ตัวเอง ลองถามตัวเองว่า ตอนนี้ฉันกังวลเรื่องอะไร มีความรู้สึกอะไรที่ยังไม่ได้พูดออกมา บางครั้งการยอมรับอารมณ์ตรงๆ จะช่วยลดแรงตึงในร่างกายได้มากกว่าที่คิด

เมื่อไหร่ควรปรึกษาทีมดูแลใจ หากเครียดจนปวดหัวแล้วไม่หาย

อาการปวดหัวจากความเครียดในระยะสั้นสามารถดูแลตัวเองได้ แต่ถ้าอาการยืดเยื้อหรือรุนแรงขึ้น การขอความช่วยเหลือคือการดูแลตัวเองอย่างรับผิดชอบ ไม่ใช่ความอ่อนแอ ลองพิจารณาสัญญาณต่อไปนี้

1. อาการเกิดเกือบทุกวัน หากปวดหัวจากความเครียดเกิดขึ้นบ่อยจนกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน เช่น สัปดาห์ละหลายครั้ง หรือแทบทุกวัน นั่นอาจหมายความว่า ระบบประสาทอยู่ในโหมดตึงเครียดเรื้อรัง กล้ามเนื้อไม่มีโอกาสคลายจริง หรือสมองไม่ได้พักฟื้นอย่างเพียงพอ เมื่ออาการถี่ขึ้น ความเสี่ยงต่อภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า หรือแพนิคก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย การประเมินกับทีมดูแลใจจะช่วยดูว่าความเครียดอยู่ในระดับใด และควรจัดการอย่างไร

2. รบกวนการทำงานหรือความสัมพันธ์ ถ้าอาการปวดหัวทำให้ไม่มีสมาธิในการทำงาน ลางานบ่อย หงุดหงิดใส่คนใกล้ตัว หลีกเลี่ยงการพบปะผู้คน คือสัญญาณว่าอาการเริ่มกระทบคุณภาพชีวิตแล้ว ความเครียดที่ไม่ได้รับการจัดการมักลุกลามจากอาการทางกาย ไปสู่พฤติกรรมและความสัมพันธ์โดยที่เราไม่ทันสังเกต

3. มีอาการร่วมทางอารมณ์และการนอน หากปวดหัวร่วมกับอาการต่อไปนี้ ควรให้ความสำคัญมากขึ้น เช่น นอนไม่หลับ หลับไม่ลึก หรือตื่นกลางดึกบ่อย เบื่อชีวิต รู้สึกว่างเปล่า หมดแรงจูงใจ หงุดหงิดง่าย ควบคุมอารมณ์ยาก กังวลมากผิดปกติ ทำให้อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ว่าความเครียดกำลังพัฒนาไปสู่ภาวะทางจิตใจที่ซับซ้อนขึ้น

4. พยายามดูแล้วตัวเองแล้วไม่ดีขึ้น สามารถลองปรับพฤติกรรมได้ เช่น ปรับเวลานอน ออกกำลังกาย ฝึกหายใจ ลดงาน พักผ่อน แต่ถ้าอาการยังคงเดิม หรือดีขึ้นเพียงชั่วคราวแล้วกลับมาอีก อาจถึงเวลาที่ต้องมองลึกกว่าการดูแลพื้นฐาน บางครั้งต้นตออาจเกี่ยวข้องกับรูปแบบความคิด ความคาดหวังต่อตัวเอง ประสบการณ์สะสม หรือความกดดันที่ฝังลึก ซึ่งต้องใช้กระบวนการพูดคุยอย่างเป็นระบบเพื่อคลี่คลาย

อาการทางกายที่หาสาเหตุไม่เจอ อาจเป็นเสียงจากจิตใจที่กำลังเหนื่อยเกินไป ร่างกายไม่ได้ทรยศเรา แต่กำลังพยายามบอกว่า ถึงเวลาฟังตัวเองแล้ว

หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการเครียดจนปวดหัว ปวดท้องเรื้อรัง อย่ารอให้หนักขึ้น การดูแลตั้งแต่วันนี้จะช่วยป้องกันปัญหาระยะยาวได้มาก การมีพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยกับทีมดูแลใจ สามารถช่วยให้คุณเข้าใจตัวเองลึกขึ้น ลดความเครียดอย่างเป็นระบบ และฟื้นฟูทั้งใจและร่างกายไปพร้อมกัน เพราะสุขภาพใจที่ดี ไม่ได้หมายถึงไม่มีความเครียดเลย แต่หมายถึงเรารู้วิธีดูแลตัวเอง เมื่อความเครียดเข้ามาในจิตใจ

ทำไมต้องเลือก Mental Well Center

ที่ Mental Well Center เรามีบริการ Private Counseling ให้คำปรึกษาส่วนตัว ที่ช่วยให้คุณได้พูดคุยอย่างปลอดภัย และมีความเป็นส่วนตัว เพื่อแก้ไขปัญหาทางจิตใจ หากคุณกำลังเผชิญกับความเครียดที่เกิดจากวามวิตกกังวลต่างๆ Mental Well Center ยินดีที่จะช่วยให้คุณจัดการกับปัญหาด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพ และช่วยให้คุณมีชีวิตที่มีความสุขและสมดุลอีกครั้ง

ติดต่อเรา วันนี้เพื่อเริ่มต้นการให้คำปรึกษาสุขภาพจิต และค้นพบวิธีการใหม่ๆ ที่เกิดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของคุณ

บทความเพิ่มเติม